คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

เล่นกับหุ้น IPO*


เล่นกับหุ้น IPO*

           ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนอกจากหุ้นในตลาดจำนวนมากจะมีราคาปรับตัวขึ้นไปอย่างหวือหวาแล้ว และปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ยังมีหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ที่เรียกว่าหุ้น IPO (Initial Public Offering) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หุ้น IPO เหล่านั้น หลายๆ ตัว ในวันแรกหรือช่วงแรกๆ ที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นมีราคาปรับขึ้นจากราคาขายหุ้นครั้งแรกสูงมากพร้อมๆ กับปริมาณการซื้อขายที่เป็นจำนวนมาก หุ้น IPO นั้น น่าสนใจหรือไม่มาลองพิจารณาดูกัน
           ข้อแรก มองในแง่แรงจูงใจของเจ้าของบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่เจ้าของต้องการนั้น นอกจากการระดมเงินเพื่อขยายธุรกิจ และการที่ต้องการลดความเสี่ยงโดยการขายกิจการบางส่วนออกไป เพื่อเอาเงินไปใช้หรือลงทุนอย่างอื่นแล้ว ก็ยังต้องการเพิ่มความมั่งคั่งด้วย และการที่จะเพิ่มความมั่งคั่งได้ก็คือ ต้องการขายหุ้นให้ได้ราคาสูงสุดที่จะยอมซื้อได้ การที่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องทำให้บริษัทดูน่าสนใจและมีอนาคตสดใสมากที่สุด
วิธีการทำก็คือ ทำให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรดีและจะเติบโตไปได้อีกมาก เพราะนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการจากการซื้อหุ้น นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเงินสูงเพื่อซื้อผลประกอบการและการเจริญเติบโตของบริษัท
ประเด็นก็คือ การทำให้บริษัทมีกำไรดี เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักโดยเฉพาะถ้าจะทำเพียง 1-2 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น ระบบบัญชีโดยเฉพาะในเมืองไทยนั้นสามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้ ส่วนในเรื่องของการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัท ก็คิดว่าถ้าจะทำให้เกิดขึ้นหรือทำให้น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายในระยะ 1-2 ปี ก็น่าจะทำได้ง่ายไม่แพ้กันโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูม ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าหุ้น IPO จะถูกกำหนดราคาขายที่สูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริงในยามที่จองหุ้น และเมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้ว ราคาก็อาจจะแพงขึ้นไปอีกทวีคูณเนื่องจากผลของการวางแผนให้บริษัทมีกำไรดีและมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น
           ข้อสอง ในกรณีที่ไม่ได้มีการดำเนินการมากมายจนผิดไปจากตัวตนที่แท้จริงของบริษัท สิ่งที่ยังกังวลเกี่ยวกับหุ้น IPO ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทที่ผ่านมา จริงอยู่หลายๆ บริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมายาวนาน แต่ส่วนมากแล้ว ผลประกอบการที่ดีของบริษัทมักจะปรากฏสั้นมากและอย่างมากก็เพียง 2-3 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น ดังนั้นความสม่ำเสมอของผลประกอบการจึงไม่มีและทำให้ไม่แน่ใจว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งจริงหรือไม่
           ข้อสาม หุ้นเข้าใหม่จำนวนมากมักเป็นหุ้นที่ผลิตและ/หรือขายสินค้าที่เป็นหรือมีคุณสมบัติแบบสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่หาความแน่นอนของผลประกอบการยากแต่มักมีช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่วงจรธุรกิจกำลังเป็นขาขึ้น ดังนั้นหุ้นเหล่านี้จึงมักฉวยโอกาสเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในยามที่ตลาดเอื้ออำนวย ซึ่งจะทำให้สามารถขายหุ้นได้ราคาและราคาหุ้นสูงขึ้นไปอีกอย่างน้อยในระยะหนึ่งหลังการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
           ข้อสี่ หุ้น IPO ส่วนใหญ่นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กและจำนวนหุ้นที่เริ่มเข้ามาซื้อขายหมุนเวียนในตลาดในวันแรกก็มีน้อยมาก บางบริษัทอาจจะมีเพียง 200-300 ล้านบาท หรือในกรณีของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาด MAI นั้นอาจจะมีเพียง 100-200 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับพอร์ตหรือเม็ดเงินลงทุนของนักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ในตลาดหุ้นที่ว่ากันว่ามีพอร์ตเป็นพันๆ ล้านบาทนั้น ก็ถือว่าหุ้น IPO นั้นสามารถที่จะถูก ปั่นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นั่นก็คือ ถ้ามีรายใหญ่ดังกล่าวแม้เพียงรายเดียวต้องการ ก็อาจจะสามารถซื้อหุ้นทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดราคาหุ้นได้ว่าจะให้หุ้นมีราคาซื้อขายในวันที่เข้าตลาดที่ราคากี่บาทต่อหุ้น ดังนั้นพื้นฐานของบริษัทจึงแทบจะไม่มีความหมายหรือความสัมพันธ์กับราคาหุ้น
           จากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น สำหรับหุ้น IPO นั้น มักเป็นหุ้นที่จะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะถ้าจะถือเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว ราคาขายหุ้นจอง ถ้าไม่ใช่หุ้นรัฐวิสาหกิจเชื่อว่าน้อยครั้งที่จะถูกกว่าพื้นฐานตามที่ที่ปรึกษาและผู้รับประกันการจำหน่ายหุ้นอ้าง อย่างไรก็ตามหุ้น IPO บางตัวก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น การที่จะดูว่า IPO ตัวไหนอาจจะเป็นข้อยกเว้นนั้น คงต้องดูในแต่ละประเด็น นั่นคือ เป็นหุ้นที่ซื้อแล้วมีโอกาสขาดทุน เพราะเป็นหุ้นที่มีการดำเนินการเพื่อมาขายโดยเฉพาะ ซึ่งก็ควรจะหลีกเลี่ยง ที่ยิ่งต้องระวังมากกว่านั้นก็คือ อย่าเข้าไปเล่นหลังจากที่ราคาหุ้นสูงขึ้นไปมากจากราคา IPO หลังจากที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดแล้ว
           ทั้งหมดที่พูดนั้นก็คือเป็นกรณีโดยทั่วไป แต่ในยามที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงแล้วคิดว่ากำลังเล่นหุ้น IPO อยู่ และเชื่อว่าตลาดยังไปได้อีก การจองซื้อหุ้น IPO ก็อาจจะมีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่คงไม่เข้าไปซื้อในวันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายแน่นอนและคงไม่ซื้อในราคาสูงกว่าราคาจอง ตรงกันข้ามก็มีโอกาสที่จะขายค่อนข้างเร็ว บางทีอาจจะเป็นวันแรกที่หุ้นเข้าตลาด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสิ่งที่คำนึงถึงเสมอก็คือการซื้อหุ้น IPO เป็นเรื่องของการ เก็งกำไรอย่างแน่นอน

_______________________* โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หุ้นตัวเล็ก VS หุ้นตัวใหญ่*


หุ้นตัวเล็ก VS หุ้นตัวใหญ่*

          Value Investor (VI) จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ มีความเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้ หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ชัดเจนว่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ ทำให้หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่นักลงทุนประเภท VI ก็ชอบด้วย ดังนั้นจึงต้องมาพิจารณาดูกันว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กจะสร้างผลตอบแทนได้สูงเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงจะอยู่ที่ไหน
          ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปี นั้นน่าจะทำได้ยากมาก ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้น บางบริษัทสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน แนวความคิดก็คือ หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงและมักอยู่ในตลาดที่อิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัวแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะโตต่อไปก็จะน้อยลง ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะอยู่ในธุรกิจที่ตลาดกำลังโตหรือไม่ก็ยังเป็นกิจการที่เล็กและมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ดังนั้ จึงสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้
           ข้อโต้แย้ง ในเรื่องของตลาดที่อิ่มตัวนั้น บ่อยครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่าการเติบโตระดับที่เกินปีละ 15-20% ในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่การโตปีละ 7-10% ก็น่าจะยังทำได้อยู่ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นในประเทศไทยก็คือ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่ม ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และถ้าหากว่าทำสำเร็จ ข้อจำกัดเรื่องตลาดอิ่มตัวก็จะหมดไป ดังนั้นบริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสโตต่อไปได้เรื่อยๆ ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นยังสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นตัวเล็กที่เติบโตสูงนั้นสามารถเติบโตได้มากกว่าหุ้นตัวใหญ่ แต่ความเสี่ยงของหุ้นตัวเล็กก็สูงกว่ามาก ถ้ามองจากสถิติโดยรวมก็อาจจะพบว่าหุ้นตัวเล็กจำนวนมากนั้นไม่ได้โตไปไหนเลย เคยเล็กอย่างไรก็เล็กอย่างนั้น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่โตขึ้นนั้น บางทีก็โตแบบไม่มีคุณภาพ นั่นคือ โตโดยที่กำไรไม่เพิ่มหรือโตโดยที่ต้องลงทุนไปมากจนแทบไม่คุ้มที่จะโต อาจจะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่โตจริงและโตมากซึ่งทำให้เกิดภาพว่าหุ้นตัวเล็กโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความเสี่ยงในแง่ของธุรกิจนั้น หุ้นตัวเล็กก็น่าจะสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ดังนั้นสำหรับ VI แล้วการเล่นหุ้นตัวเล็กก็อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า ซึ่งการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ที่ยังเติบโตดีในระดับ 15% ต่อปีนั้นน่าจะดีกว่าการเล่นหุ้นตัวเล็กที่มีโอกาสโต 30% แต่ความเสี่ยงสูงมากกว่า
          ประเด็นที่สอง หุ้นตัวเล็กนั้นจะไม่มีนักวิเคราะห์หุ้นคอยติดตามหรือวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้น หุ้นตัวเล็กส่วนใหญ่จึงถูกมองข้าม และทำให้หุ้นหลายตัวอาจจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก จึงเป็นโอกาสที่ VI จะสามารถเข้าไปซื้อและทำกำไรได้เป็นจำนวนมากหลังจากที่คนจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักถึงมูลค่าและเข้ามาซื้อหุ้น จึงทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก
          ข้อโต้แย้ง ในภาวะที่ตลาดหุ้นบูม มีการเก็งกำไรสูงอย่างในปัจจุบันนั้น หุ้นตัวเล็กกลับกลายเป็นหุ้นยอดนิยม ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่ได้ทำรายงานการวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่วิเคราะห์เลย แต่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นประเภท VI ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากและมีความสามารถสูงไม่แพ้นักวิเคราะห์ก็หันมาสนใจหุ้นเล็กๆ เหล่านี้ ดังนั้นที่บอกว่าหุ้นตัวเล็กเป็นหุ้นที่ถูกมองข้ามนั้น ในอดีตอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ในปัจจุบันมีน้อยลงไปมาก จึงทำให้หุ้นตัวเล็กไม่ได้มีมูลค่าที่ต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ได้ทางตรงกันข้ามมี จำนวนไม่น้อยที่น่าจะมีมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าพื้นฐานด้วยซ้ำไป
          ประเด็นสุดท้าย การลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้น มีโอกาสที่จะถูกทำกำไรได้หลายๆ เท่าหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น บางทีไม่ถึงปี ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้นไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็มักจะไม่สามารถทำกำไรแบบนั้นได้ ถ้าจะโตระดับนั้นได้ก็มักจะต้องอาศัยเวลาหลายๆ ปี ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง
          ประเด็นนี้คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องของการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องจะต้องเลือกว่าจะมีการลงทุนแบบไหน นั่นก็คือจะเติบโตอย่างปลอดภัยหรือจะโตอย่างรวดเร็ว แต่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว เมื่อหุ้นที่อาจจะโตขนาดสูงกลายเป็นลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จสูงมากในระยะยาวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนดีผิดปกติในปีใดปีหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความคงที่ของผลตอบแทนที่อย่างต่อเนื่อง
          โดยสรุปจะเห็นได้ว่าในการลงทุนในหุ้นตัวเล็กหลายๆ เรื่องนั้นในปัจจุบันมีน้ำหนักน้อยลงไป ไม่ใช่แค่เพราะว่าหุ้นตัวเล็กหาซื้อหุ้นได้ยากและไม่มีสภาพคล่อง แต่เป็นเพราะว่าหุ้นตัวเล็กนั้นโดยส่วนใหญ่ไม่มีความเข้มแข็งหรือความโดดเด่นพอในแง่ของธุรกิจ ซึ่งทำให้การลงทุนระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่ายและเช่นเดียวกัน ความเสี่ยงที่มักจะมีค่าที่สูงกว่าที่จะรับได้ในการลงทุนหุ้นตัวใหญ่
_______________________
* โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ชอบเสี่ยงแค่ไหนก็ไม่ควรละเลย “การกระจายการลงทุน”*

ชอบเสี่ยงแค่ไหนก็ไม่ควรละเลย “การกระจายการลงทุน”*


          การบริหารจัดการเงินลงทุนนั้นสำคัญสุดก็คือเมื่อมีรายได้ต้องบริหารไม่ให้รายจ่ายมากกว่ารายได้ ท้ายสุดรายได้ส่วนที่เหลือควรจะบริหารอย่างไรให้เกิดมูลค่าสูงสุด อย่างพนักงานเงินเดือนเวลาเงินเดือนออกไม่ควรจะบอกว่าจะต้องไปใช้เงินก่อน ควรที่จะเลือก “เก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้ก่อนแล้วค่อยเก็บ” ซึ่งโดยปกติแล้วจะแบ่งรายได้เป็นเงิน 3 ส่วนหลัก
          1. “เงินสำรองฉุกเฉิน” ปริมาณหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีต่างๆ เช่นไปหาหมอ หรือซ่อมรถ
          2. “รายจ่ายประจำ” ค่าใช้จ่ายในบ้าน
          3. “เงินออมระยะยาว” ซึ่งเป็นส่วนของเงินลงทุนเป็นหลัก โดยเงิน 2 ส่วนแรกจะมีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ อีก 50%
              ที่เหลือจะนำไปลงทุนทั้งหมด และเงินลงทุนส่วนใหญ่ 80 -90% จะลงทุนในตราสารทุน ที่เหลือเป็นประกันซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคง
              พื้นฐานของชีวิต เพราะปกติสามารถ “รับความเสี่ยงได้ (Risk Taker)” จะไม่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อ
              และคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน 1.5 - 2.0 เท่า ของเงินเฟ้อนั่น คือ เป้าหมาย
          อย่างไรก็ตามแม้จะชอบการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะยังยึดหลักในเรื่องของการกระจายการลงทุน รวมถึงการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนด้วยเช่นกัน เพราะการจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีวินัยการลงทุนอย่างแรก ดังนั้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกลงทุนระยะยาว แล้วเก็บอีกก้อนไว้เพื่อรอในเรื่องของการจับจังหวะการลงทุน เพราะท้ายที่สุดเงินที่ลงทุนในระยะยาวไปเลยแล้วไม่ได้มาดูจังหวะตลาดเพื่อลงทุน ท้ายที่สุดอาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนไปได้เช่นกัน ก็จัดไว้ 2 ก้อน อย่างน้อยเวลาตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นก็จะได้ทั้ง 2 ส่วน ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนไป
          การกระจายการลงทุนเป็นเรื่องที่ดี แม้จะลงทุนในหุ้นประมาณ 80 - 90% แต่จะมีเงินส่วนหนึ่งที่กระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ไม่เสี่ยง เช่น “สลากออมสิน” เป็นสัดส่วนไม่มากประมาณ 10% เป็นเงินที่ต้องสำรองฉุกเฉินเอาไว้ในแต่ละรอบของรายได้ และในสัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในหุ้นนั้นก็เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งหมด โดยจะเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่มีสไตล์การบริหารที่แตกต่างกันออกไป บางบริษัทหลักทรัพย์จะมีสไตล์การบริหารที่เป็นเชิงรับ บางบริษัทหลักทรัพย์ถนัดในเรื่องหุ้นใหญ่ บางบริษัทหลักทรัพย์ถนัดในการเลือกหุ้นลงทุน หรือบางบริษัทหลักทรัพย์จะถนัดในเรื่องกองทุนต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกองทุนที่เลือกจะต้องดูรูปแบบการลงทุนของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ว่ามีความถนัดแบบไหนแล้วก็กระจายออกไปหลายๆ บริษัทหลักทรัพย์หลายๆ รูปแบบการลงทุน
          สิ่งที่สำคัญที่สุดคือในส่วนของกองทุนต่างประเทศจะเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นต่างชาติหรือมีเครือที่เป็นพันธมิตรที่เป็นต่างชาติที่มีเครือข่ายเป็นจำนวนมาก เพราะข้อมูลการลงทุนในแต่ละประเทศค่อนข้างสำคัญ ยิ่งมีเครือข่ายครอบคลุมมาก ก็จะทำให้ได้ประโยชน์ในการลงทุนสูงที่สุดด้วยเช่นกัน แต่จะดูในเรื่องรูปแบบของ บริษัทหลักทรัพย์เกี่ยวกับผลตอบแทนในอดีตดูน้อยมาก เพราะสิ่งที่เห็นในวันนี้อาจจะเป็นที่ 1 แต่อีกปีอาจจะรั้งท้ายก็ได้ ส่วนใหญ่ก็จะดูหลักการในการบริหาร ดูวัตถุประสงค์ในการลงทุน แล้วก็ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็มาดูที่รูปแบบการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า
          โดยสรุปเป้าหมายการลงทุนหลักจะอยู่ที่ “ความมั่งคั่งในระยะยาว” คือ การเกษียณอย่างมีคุณค่าเพราะปัจจุบันอายุคนยืนยาวขึ้น หลังเกษียณแล้วต้องอยู่ไปถึงอายุ 75-80 ปี ช่วงเวลาหลังเกษียณ15-20 ปี คุณมีการเก็บเงินไว้พร้อมหรือยัง เพราะฉะนั้นอยากฝากถึงทุกคนว่าควรจะคำนึงถึงในเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน


__________________________
* โดย นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย บลจ.แมนูไลฟ์(ประเทศไทย) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 18 มกราคม 2555

สถานะต่างๆ ของทองคำ*


สถานะต่างๆ ของทองคำ*


          สถานะของทองคำสามารถกล่าวได้ว่าเป็นได้ทุกๆ อย่างในโลกของการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามมีความเด่นชัดในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน วันนี้จึงจะขยายความให้เข้าใจเพิ่มเติมว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาสนับสนุนคำกล่าวเช่นนั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มจากอดีตมาแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตทองคำเป็นตัวแทนของความศรัทธาและความสูงส่ง โดยจะเห็นได้ว่าทองคำจะใช้กับสิ่งที่สูงค่าโดยเฉพาะใช้ในศิลปะต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ และราชวงศ์ ทำให้มนุษย์เชื่อว่าทองคำเป็นสิ่งสูงค่า จึงไม่ผิดที่ปัจจุบันจะจัดว่าทองคำอยู่ในจำพวกโลหะมีค่า ถึงแม้ว่าประโยชน์ของทองคำเองในปัจจุบันนับว่ามีน้อยมากในภาคอุตสาหกรรมก็ตาม
          ยุคต่อมาทองคำได้รับการไว้วางใจมากขึ้น มีการสะสมทองคำมากขึ้น ทองคำได้กลายเป็นสิ่งแทนเงินเช่นเดียวกับโลหะมีค่าอื่นๆ โดยใช้ทองคำแทนเงินตราอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งมนุษย์ก็จำได้ว่าทองคำในยุคนี้สามารถนำไปแลกของกินของใช้ได้โดยกำหนดด้วยน้ำหนักของทองคำ ทำให้ทองคำกลายมาเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความกลัวภาวะเงินเฟ้อสูงในทุกวันนี้ จากนั้นได้มีการนำ Gold Certificate มาใช้ คือมีการคิดค้นนำกระดาษสัญญามาใช้แทนทองคำ เนื่องจากทองคำอาจไม่สะดวกในการพกพา ขณะเดียวกันทองคำก็ไม่ได้มีการซื้อขายอย่างเสรี ในช่วงนี้ราคาทองคำจึงมีราคาคงที่ ทำให้ทองคำเหมือนกับเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด
          เมื่อ Gold Standard ได้ยกเลิกไปในที่สุด ทองคำก็มีการซื้อขายอย่างเสรีเช่นเดียวกับดอลลาร์สหรัฐและเงินสกุลอื่นๆ ยุคนี้ทองคำเปรียบเหมือนเป็นสกุลเงินชนิดหนึ่งหรือทองคำเป็น Currency นั่นเอง จนมาถึงยุคหลังๆ ที่เริ่มมีการลงทุนอย่างแพร่หลาย ทองคำก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่น่าสนใจ โดยนักสถิติและนักการเงินได้เล็งเห็นว่าราคาทองคำมีความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ และความผันผวนของทองคำก็ไม่ได้สอดคล้องกับสินทรัพย์อื่นๆ มากนัก จึงเริ่มมีการลงทุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อปรับปรุงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน จากนั้นด้วยความนิยมก็มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจากทองคำแท่ง กองทุนทองคำ โกลด์ฟิวเจอร์ส อีทีเอฟ โกลด์ออพชั่น และอื่นๆ ทำให้เห็นได้ว่าทองคำเป็นสินทรัพย์สำหรับการลงทุน
          สุดท้ายเมื่อทองคำได้รับความนิยม ราคาทองคำก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดนักลงทุนหลากหลายเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาที่สูงขึ้นประกอบกับตลาดอื่นๆ ที่ผันผวนก็สามารถดึงดูดนักเก็งกำไรได้เป็นอย่างดี จึงมีนักเก็งกำไรหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทองคำเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงได้รับการรู้จักว่าเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรอีกทางหนึ่งด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้วสถานะต่างๆ ของทองคำที่เห็นในปัจจุบันนี้ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่าทองคำเป็นหลุมหลบภัย เป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เป็นสินทรัพย์ลงทุน เป็นโลหะมีค่า เป็นสกุลเงิน และเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นทุกๆ อย่างดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง

______________________________
* โดย : ฝ่ายวิจัย บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 26 มีนาคม 2555

เคล็ดลับเลือกโปรโมชั่นเงินฝาก แบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยสูงกว่า*

เคล็ดลับเลือกโปรโมชั่นเงินฝาก แบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยสูงกว่า*



          จากการสำรวจตลาดเงินฝากของผู้จัดการรายวันพบว่าการแข่งขันแย่งเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีเงินฝากประจำและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (บางแห่งใช้คำว่าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียก)สำหรับบัญชีออมทรัพย์ในระยะนี้มี 2 ธนาคารที่แข่งขันกันคือธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ส่วนของธนาคารออมสินเป็นบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษที่มีระยะเวลากำหนดไว้ โดยธนาคารกรุงศรีฯ ได้เสนอเงินฝากพิเศษกรุงศรีฯ ออมทรัพย์มีแต่ได้ เปิดบัญชีขั้นต่ำ 500 บาท ไม่กำหนดยอดเงินคงเหลือขั้นต่ำในบัญชี สามารถถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน ไม่คิดค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนบัญชีที่ลูกค้าสามารถเปิดได้ต่อคน อัตราดอกเบี้ย 2.9% ขณะที่ธนาคารทหารไทยมีบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง ซึ่งเป็นบัญชีพิเศษที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ แต่ทางธนาคารแจ้งว่าเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จกับบัญชีที่คนกว่าครึ่งล้านเปิดใช้ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% จนถึง 31 กรกฎาคม 2555 โดยถอนเมื่อไรก็ได้และไม่มีขั้นต่ำ

           นักบริหารเงินให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่าตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยออมทรัพย์ปกติที่ 0.75% ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียภาษีจากอัตราดอกเบี้ย เพราะไม่ถือเป็นบัญชีเงินฝากประจำ คือธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์นี้มาโดยการเอาบัญชีเงินฝากมาบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงของบัญชีเงินฝากประจำเรียกว่าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ จึงมีสภาพเป็นบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยสูง วันนี้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้พัฒนามากขึ้น มีการนำเอาหลักทางการตลาดเข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อดึงดูดใจลูกค้า ไม่แตกต่างจากสินค้าประเภทอื่น ผู้บริโภคก็ต้องปรับตัวให้ทันกับการตลาดของแบงก์พาณิชย์ด้วยเช่นกัน ตัวเลขของผลตอบแทนที่สูงกว่าปกตินั้นย่อมจะต้องมีเงื่อนไขอื่นพ่วงเข้ามาด้วย ดอกเบี้ยที่สูงเป็นพิเศษเท่ากับแบงก์ต้องมีต้นทุนมากกว่าปกติ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแบงก์ว่าทำการตลาดด้วยดอกเบี้ยสูงด้วยวัตถุประสงค์ใด บางแห่งถือว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงบประชาสัมพันธ์ธนาคารไปในตัว หรืออาจต้องการขยายฐานของธนาคารให้มากขึ้นกว่าเดิม
           • ถามละเอียดก่อนฝาก
           การนำเอาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์มาเพิ่มด้วยดอกเบี้ยสูง จะเห็นได้ว่ามีธนาคารทหารไทยและธนาคาร  กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นธนาคารขนาดกลางที่ต้องการเพิ่มฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น ขณะที่แบงก์ขนาดใหญ่ยังไม่ลงมาเล่นในเกมนี้ ธนาคารทหารไทยที่เปิดบัญชีเงินฝากไม่ประจำครั้งแรกให้อัตราดอกเบี้ย 2.5% ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยกับมากกว่า 5 แสนบัญชีที่เปิดเพิ่ม จึงได้ออกโปรโมชั่นให้ดอกเบี้ย 3% มากระตุ้นต่อเนื่องในช่วง 1 มิถุนายน-31 กรกฎาคม 2555 ปัจจุบันดอกเบี้ยปกติของบัญชีเงินฝากไม่ประจำของธนาคารทหารไทยลดเหลือ 2% ความหมายของโปรโมชั่นดังกล่าวคือให้ดอกเบี้ย 3% เฉพาะ 2 เดือนที่มีโปรโมชั่นทั้งลูกค้าบัญชีเก่าและเปิดบัญชีใหม่ เมื่อพ้นจากสิ้นเดือนกรกฎาคมไปแล้วจะปรับดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 2% สิ่งที่ทหารไทยทำคือให้ดอกเบี้ยปกติบวกด้วยโบนัสอีก 1% โดย 1% นี้ให้เฉพาะ 2 เดือนเท่านั้น เช่น ถ้าไปฝากเงินทั้งบัญชีเก่าและเปิดบัญชีใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคมก็จะได้ดอกเบี้ย 2+1% แค่ 1 วัน ดังนั้นใครที่ใช้โอกาสนี้ฝากก่อนก็จะได้ดอกเบี้ยพิเศษในระยะเวลาที่นานกว่า บัญชีเงินฝากดังกล่าวกำหนดไว้ไม่สามารถทำบัตรเอทีเอ็มได้ การทำรายการใน 1 เดือนเปิดให้ทำได้ 2 ครั้ง หากมีครั้งที่ 3 จะคิดรายการละ 50 บาท ลูกค้าที่ปิดบัญชีก่อนวันที่ 4 สิงหาคม 2555 จะไม่ได้รับดอกเบี้ยโบนัส จำกัดลูกค้าในการเปิดบัญชีได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น

            สำหรับธนาคารกรุงศรีฯ กับบัญชีออมทรัพย์มีแต่ได้ ดอกเบี้ย 2.9% กำหนดเงินฝากขั้นต่ำไว้ที่ 500 บาท กรณีนี้สามารถทำรายการผ่านบัตรเอทีเอ็มได้ กำหนดทำรายการถอนได้ 2 ครั้งต่อเดือน ตั้งแต่ครั้งที่ 3 คิดค่าบริการ 50 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ 2.9% จะให้เฉพาะลูกค้าที่มีเงินฝากตั้งแต่ 1 แสนบาท-10 ล้านบาท ส่วนลูกค้าที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาทจะได้ดอกเบี้ย 1% แต่ไม่จำกัดจำนวนบัญชีต่อคน

            ธนาคารออมสินเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 99 วัน รูปแบบใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2.75% เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 109 วัน รูปแบบใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2.85% เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11 เดือน รูปแบบใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3%
            • ให้เลือกประจำสั้น-ยาว
อีกประเภทหนึ่งคือบัญชีเงินฝากประจำ ในกลุ่มนี้จะมีธนาคารขนาดใหญ่เข้ามาทำโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดใจลูกค้า เงินฝากประจำรูปแบบนี้ใช้กันมาโดยตลอดซึ่งจะเป็นดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยให้กับลูกค้าได้ทราบไว้ด้วย แม้ว่าการเชิญชวนจะบอกว่าฝาก 13 เดือน ดอกเบี้ยสูงสุด 13% เป็นอักษรตัวโตเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ดอกเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3.48% กับระยะเวลาฝากคือ 1 ปี 1 เดือน เป็นต้น
            • รู้เหลี่ยมเงินฝาก
            ฝ่ายผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารพาณิชย์แนะนำว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้มีเงินออมพึงทราบไว้คือ ดอกเบี้ยเงินฝากแบบออมทรัพย์หรือฝากเผื่อเรียกไม่ต้องเสียภาษี 15% จากดอกเบี้ยที่ได้เหมือนกับบัญชีเงินฝากประจำ แต่ตัวอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่กำหนดระยะเวลาแน่นอน ขึ้นอยู่กับธนาคารจะเป็นผู้กำหนด แตกต่างจากบัญชีเงินฝากประจำที่มีอัตราดอกเบี้ยกำหนดไว้แน่นอนจนถึงครบกำหนด เช่น เงินฝากประจำดอกเบี้ย 4% เมื่อหักภาษีแล้วผลตอบแทนสุทธิจะอยู่ที่ 3.4% กับระยะเวลาฝาก 22 เดือนดอกเบี้ยก็จะให้ในอัตรานี้ตลอดจนครบระยะเวลารับฝาก

            ส่วนบัญชีฝากประจำที่ให้อัตราดอกเบี้ยขั้นบันได จะต้องหาอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยก่อนซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดมาให้ แต่ตัวข้อความอาจจะเล็กไปบ้าง จากนั้นต้องนำมาลบด้วยภาษีที่จะต้องถูกหัก 15% จึงจะได้ดอกเบี้ยสุทธิ หากลองคำนวณแล้วจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนที่ดีนั้นควรจะเป็นของธนาคารใด
บัญชีเงินฝากประจำพิเศษจะกำหนดให้ผู้เปิดบัญชีต้องเปิดบัญชีออมทรัพย์ปกติไว้คู่กันเพื่อโอนดอกเบี้ยที่ได้รับ และเมื่อครบกำหนดก็จะโอนเงินต้นกลับไปไว้ที่บัญชีออมทรัพย์เช่นกัน ดังนั้นอย่าหวังว่าดอกเบี้ยที่ได้จะนำไปทบต้นแล้วฝากต่อในบัญชีเดิมเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

            นับจากนี้ผู้มีเงินออมจะตัดสินใจโดยดูจากอัตราดอกเบี้ยสูงเพียงอย่างเดียว หรือเห็นจากโฆษณาแล้วตัดสินใจเลยอาจจะทำให้ท่านเสียประโยชน์จากการออมเงินได้ ดีที่สุดคือการโทรศัพท์ไปสอบถามหรือขอเอกสารรายละเอียดนำมาศึกษาก่อนตัดสินใจ และควรทำการเปรียบเทียบกับโปรโมชั่นเงินฝากของธนาคารอื่นๆตรวจสอบเรื่องของเงื่อนไขอื่นๆ เช่น เงินฝากขั้นต่ำ เงินคงค้างในบัญชีว่ามีหรือไม่ ถ้ามีเป็นจำนวนเงินเท่าใด กรณีการถอนก่อนกำหนดกับอัตราดอกเบี้ยว่าจะได้ในอัตราใด เพราะบางแห่งอาจจะให้ดอกเบี้ยเฉพาะช่วงเวลาที่ฝาก หรือบางแห่งอาจปรับดอกเบี้ยลงเหลือเท่ากับดอกเบี้ยฝากออมทรัพย์ปกติ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพราะไม่เช่นนั้นผลตอบแทนที่ท่านคาดว่าจะได้รับอาจไม่เป็นไปตามที่หวังหากทำผิดเงื่อนไขของธนาคาร

________________________
* โดยหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2555

วิกฤตหนี้ยุโรปกับผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย*

วิกฤตหนี้ยุโรปกับผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย*




          สำหรับกรณีของประเทศกรีซนั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่ากรีซไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จหลังการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนวิตกและกังวลคือมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลที่จะได้รับการเลือกจะยังคงเป็นพรรคการเมืองเดิมที่ชูนโยบายต่อต้านการรัดเข็มขัด และไม่ต้องการปฏิบัติตามเงื่อนไขตามสัญญาการกู้ยืมเงินด้วยการยกเลิกสัญญาในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่ทำไว้กับ EU และ IMF ดังนั้นปัญหาวิกฤตการทางการเงินของกรีซ อาจหาข้อสรุปไม่ได้จนกลายเป็นปัญหาการเมืองและสังคมในที่สุด และถ้าหากกรีซไม่สามารถทำตามข้อตกลงเรื่องการควบคุมงบประมาณเพื่อแลกกับการรับเงินช่วยเหลือจากข้อตกลงที่ทำกับ EU เพิ่มเติม ก็อาจทำให้กรีซต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในที่สุด
          ภาพประชาชนยืนเข้าแถวรอถอนเงินจากหน้าธนาคารยาวเหยียดทั้งในกรีซ อิตาลี สเปน สร้างความตื่นตระหนก และตอกย้ำความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอียู จนส่งผลกระทบต่อภาคการเงินการธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาวิกฤตทางการเงินที่ลุกลามในยุโรปกลายเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโร ซึ่งไม่ได้มีแค่ประเทศกรีซที่ประสบกับปัญหาความน่าเชื่อถือ แต่ประเทศสเปนก็ถูกมูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ปรับลดความน่าเชื่อถือธนาคารสเปนจากปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL จากการปล่อยสินเชื่อในอสังหาริมทรัพย์ของภาคธนาคาร จนรัฐบาลต้องเข้ามาถือหุ้นธนาคารแบงเกียซึ่งถือว่าเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 4 ของประเทศสเปน อีกทั้งอัตราผลตอบแทนการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี เมื่อวันที่ 16 พ.ค. มีต้นทุนสูงขึ้นถึง 6.46% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก ในขณะที่สเปนก็ยังต้องระดมทุนด้วยการประมูลพันธบัตรรอบใหม่อีก
          ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบในแง่ของจิตวิทยาบ้าง แต่เนื่องจากภาพรวมในตลาดของประเทศไทยยังมีแนวโน้มค่อนข้างดี ประกอบกับบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐมีกฎระเบียบที่เข้มงวดต่อการทำธุรกรรมของสถาบันและนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกรรมที่ซับซ้อนและยากต่อการประเมินความเสี่ยง ทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบไม่มากนัก และจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนต่างชาติลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่อยู่ในประเทศต่างๆ อย่างในประเทศแถบเอเชียไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น หรือตลาดตราสารหนี้ แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น ถึงแม้ว่าจะมีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศขายตราสารหนี้ออกมาบ้างในช่วงนี้ แต่หากดูตัวเลขสถานะการซื้อขายสุทธิที่ผ่านมาก็พบว่านักลงทุนต่างประเทศยังคงมีสถานะซื้อสุทธิกว่า 4,000 ล้านบาท ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่ผ่านมาตราสารอายุ 3-10 ปี ของไทยยังคงปรับตัวลดลงประมาณ 6 ถึง 10 bpเช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวลดลงในทุกช่วงอายุโดยเฉพาะในตราสารอายุ 10 ปีที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 bp ทั้งนี้ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทยจะเป็นเช่นไรนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาต่อไป แต่ความกังวลที่ว่านักลงทุนต่างประเทศจะเทขาย และทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมากนั้น จากตัวเลขและสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในปัจจุบันยังไม่พบว่าตลาดตราสารหนี้ประเทศไทยได้รับกระทบในลักษณะดังกล่าว
* โดยพอพิศ ยอดแสง ฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาด สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการวันที่ 23 พ.ค. 2555

ลงทุนในตราสารหนี้ เสีย “ภาษี” อย่างไร*


ลงทุนในตราสารหนี้ เสีย “ภาษี” อย่างไร*



          การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนที่อยู่ในฐานะของบุคคลธรรมดา (Individual Investor) หรือ ‘‘นักลงทุนรายย่อย’’ ต่างก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ายังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ และยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยอีกเป็นจำนวนมากไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ไม่ใช่เรื่องยากหรือมีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใดเลย
          เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจจะแบ่งรูปแบบของผลตอบแทนหรือรายได้ที่จะได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ 1. รายได้จากดอกเบี้ย (Coupon) 2. รายได้จากส่วนลด (Discount) และ  3. รายได้จากกำไรจากการขาย (Capital Gain) โดยผลตอบแทนหรือรายได้ทั้ง 3 รูปแบบนี้จะถูกนำมาคิดภาษีในลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับในรูปของดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ตัวอย่างเช่น ถ้าลงทุนซื้อตราสารหนี้ที่สัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 100 บาท จำนวนเงินจากดอกเบี้ยที่จะได้รับจริงจากการถือตราสารตัวนี้ไว้คือ 85 บาท อีก 15 บาท หรือ 15% นั้น ถูกคิดเป็นภาษีและถูกหัก ณ ที่จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว
          สำหรับตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยนั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะถูกขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว หรือที่เรียกว่าเป็นการขายแบบมีส่วนลด (Discount) และหากว่าผู้ซื้อถือครองเอาไว้โดยไม่ได้ขายให้ใครเลยจนครบเวลาไถ่ถอน ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนเป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าหน้าตั๋ว ตัวอย่างเช่น หากลงทุนซื้อตั๋วเงินคลัง (ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย) ที่มีมูลค่าหน้าตั๋วเท่ากับ 1,000 บาท โดยซื้อได้ที่ราคา 940 บาท ส่วนลดจำนวน 60 บาท (1,000 - 940) นี้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ครับ ซึ่งหมายความว่าจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อตั๋วเงินคลังรุ่นนี้เป็นจำนวน 940 + 9 (15% ของ 60 บาท) = 949 บาท จากเดิมที่ได้ส่วนลดเท่ากับ 60 บาท ก็จะเหลือส่วนลดแค่ 51 บาท เนื่องจากว่าถูกคิดเป็นภาษี 15% และถูกหัก ณ ที่จ่ายไปเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญภาษีจากส่วนลดนี้จะคิดเพียงแค่ครั้งเดียว และคิดเฉพาะกับผู้ซื้อคนแรกเท่านั้น ถ้าหากว่าผู้ซื้อคนแรกทำการขายให้กับผู้ซื้อคนต่อๆ ไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการขายที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋วหรือไม่ก็ตาม ก็จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีส่วนลดอีก แต่ยังมีภาษีจากกำไรจากการขาย ที่ต้องถูกนำมาพิจารณากันต่อไป
          สำหรับภาษีประเภทสุดท้ายหรือภาษีที่คิดจากกำไรจากการขาย (Capital Gain Tax) ผู้ขายจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เช่นกัน แต่ถ้าหากว่าเป็นการขายที่ผู้ขายขาดทุนก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี ตัวอย่างเช่น หากซื้อตราสารหนี้มาที่ราคา 940 บาท และขายไปที่ราคา 980 บาท กำไรที่ได้จากการขายจำนวน 40 บาท นี้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% หรือเท่ากับ 6 บาท นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าจะได้รับเงินจากการขายทั้งหมดเท่ากับ 980 - 6 (15% ของ 40 บาท) = 974 บาท แต่ถ้าหากว่าซื้อตราสารหนี้มาที่ราคา 940 บาท และขายไปที่ราคา 920 บาท เงินที่ขาดทุนไป 20 บาท นี้ไม่ต้องถูกนำมาคิดภาษี

          จะเห็นได้ว่าภาษีของการลงทุนในตราสารหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนเลย นอกจากนี้แล้วจะพบว่าในปัจจุบันภาษีที่เรียกเก็บจากนักลงทุนรายย่อยจะถูกคิดที่อัตรา 15% เท่ากันสำหรับผลตอบแทนทุกๆ ประเภทที่ได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ ดังนั้นสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มีเงินได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีที่ระดับ 15% (ในปัจจุบันคือผู้ที่มีเงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 500,000 บาท) สามารถนำหลักฐานการเสียภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้แล้วมายื่นให้กรมสรรพากรพร้อมๆ กับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. เพื่อขอคืนภาษีในส่วนที่จ่ายเกิน (15% - 10% = 5%) ได้อีกด้วย
___________________________
* โดยนายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการวันที่ 3 เมษายน 2555