คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ... คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

ความเสี่ยงของกองทุนอสังหาริมทรัพย์





นักลงทุนที่รักความปลอดภัย แต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีมักจะมองหากองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหตุผลก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของหรือถือสิทธิการเช่าระยะยาวใน อสังหาริมทรัพย์ที่มักจะมีรายได้อยู่แล้ว รายได้ที่ได้ก็มักเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะ “แน่นอน” เพราะมักเป็นรายได้ค่าเช่า “ระยะยาว” ลูกค้าที่มาเช่าก็มักจะ “อยู่ยาว” และที่สำคัญ กำไรที่อสังหาริมทรัพย์ทำได้นั้น จะส่งต่อให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษี คิดแล้วเป็นผลตอบแทนปีละประมาณ 7-8% หรือมากกว่านั้น และนี่เป็นผลตอบแทนในปีแรกๆ เท่านั้น อนาคตค่าเช่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนก็อาจจะสูงขึ้น ฟังดูแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่าหุ้นมาก ขณะที่ผลตอบแทนดูเหมือนจะพอๆ กัน แต่ก็ยังมีข้อที่ยังไม่ค่อยแน่ใจก็คือ
blank1. ถ้ามันดีมากจริงๆ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำไมเอาทรัพย์สินมาขายให้กองทุน เก็บเอาไว้ “กินเอง” ไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็มีข้อโต้เถียงได้ว่า เจ้าของอาจจะต้องการเงินเพื่อเอาไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่ และไม่อยากจะกู้เงินมากเกินไป นอกจากนั้น การขายเข้ากองทุนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล ซึ่งทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าของก็มักจะยังตามไปถือหน่วยลงทุนประมาณ 30% ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนที่ดีจริง และที่ขายนั้นก็เพราะต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเรื่องของการระดมเงินเป็นหลัก ไม่ใช่การขายเพื่อทำกำไรกับคนที่เข้ามาถือหน่วยลงทุน ในความเห็นเกี่ยวกับข้อโต้เถียงดังกล่าวนั้นก็มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะมีหลายโครงการเช่นกันที่เจ้าของโครงการนั้น ขายโครงการในราคาที่สูงเกินกว่าที่ควรเป็นให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน โดยวิธีการที่ซับซ้อนและผู้บริหารกองทุนก็ "ตามไม่ทัน"
blank2. เจ้าของโครงการหลังจากที่ขายโครงการเข้ากองทุนแล้ว ก็ยังเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นอยู่โดยมีสัญญาผูกพันยาวนานหลายๆ โครงการ เจ้าของโครงการก็เป็นผู้เช่าหลักเอง ดังนั้น มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน นั่นคือ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารก็ควรที่จะเรียกค่าเช่าให้สูง เพื่อให้กองทุนมีกำไรมาก แต่ในฐานะผู้เช่าก็ต้องการเช่าในราคาที่ต่ำ โดยธรรมชาติก็จะต้องดูว่าผลประโยชน์ทางไหนจะมากกว่า โดยทั่วไป คิดว่าผลประโยชน์ในแง่ของการเป็นผู้เช่าจะสูงกว่าผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าของหน่วยลงทุนเพียง 30% ดังนั้น ความเสี่ยงของผู้ถือหน่วยลงทุน ก็คือ หลังจากที่สัญญาเช่ารอบแรกที่มักจะต้อง “ยุติธรรม” กับกองทุนหมดลง การต่อสัญญาใหม่นั้นก็ไม่แน่ใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่
blank3. สัญญาเช่ารอบแรกตอนขายโครงการให้กับกองทุนนั้น เจ้าของโครงการก็มักจะต้องทำให้มันดูดีมาก เช่น มีคนเช่าค่อนข้างเต็ม รายได้จากค่าเช่าค่อนข้างดี ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ผลตอบแทนถึง 7-8% ขึ้นไป และถ้าโครงการทำไม่ได้ในปีแรกๆ เจ้าของโครงการยังมีการ “รับประกันรายได้ขั้นต่ำ” จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมั่นใจอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2-3 ปี ว่า จะได้ผลตอบแทนอยู่บ้างถ้าโครงการทำรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนที่มักไม่มองอะไรไกลๆ ก็จะสบายใจและยอมลงทุนซื้อหน่วยลงทุนนั้นในราคาที่อาจจะสูงเกินไป
blank4. กองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยเป็นสัญญาเช่าระยะยาว หรือที่เรียกว่าเป็นการ “เซ้ง” ในช่วงที่สัญญายังอยู่ ผลตอบแทนก็มักจะค่อนข้างดี แต่เมื่อหมดสัญญาเซ้งซึ่งอาจจะอีก 15-20 ปี ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเดิม มูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็หมดลงหรือเหลือน้อยมาก และแม้ว่าจะมีคำปลอบใจว่าอาจจะต่อสัญญาได้ แต่การต่อสัญญานั้น ก็คงต้องจ่ายค่าเซ้งใหม่ซึ่งจะเป็นเงินมหาศาล ดังนั้น การได้ต่อสัญญาจึงมีความหมายน้อยมาก ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่ยังอยู่ไกล ดังนั้น นักลงทุนหลายคนก็มักจะไม่ค่อยสนใจ ดังนั้น ถ้าที่ดินนั้นเป็นของกองทุนแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่ากลับมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสัญญาเซ้งยิ่งนาน มูลค่าหรือราคากลับลดลงจนเป็นศูนย์เมื่อหมดสัญญา
blank5. ในช่วงที่มีการขายโครงการเข้ากองทุนนั้น หลายๆ โครงการเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องซ่อมแซมตัวอาคารและโครงสร้างต่างๆ นั้นจะมีน้อยมาก นั่นทำให้กำไรของโครงการหรือกองทุนจะมีมากกว่าปกติ ดังนั้น ราคาโครงการก็สามารถตั้งไว้สูงได้ โดยที่ทำให้ผู้ซื้อหน่วยลงทุนยังได้ผลตอบแทนปีละ 7-8% แต่กำไรนี้จะยั่งยืนหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจหากว่าในเวลาต่อมาโครงการจะต้องเริ่มมีการตกแต่งหรือซ่อมแซมอาคารใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งว่า เมื่อเวลาผ่านไป ค่าเช่าก็อาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น กำไรก็จะยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้ ประเด็นนี้ ยังไม่ทราบ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดยังค่อนข้างใหม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้
blank6. ความเสี่ยงทางด้านการตลาด นั่นคือ จำนวนคนเช่าและราคาค่าเช่านั้น แม้ว่าบางโครงการเช่น โครงการห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอาจจะมีความเสี่ยงน้อย แต่หลายๆ โครงการก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควรทีเดียว ประเด็นก็คือ โครงการที่จะนำมาขายเข้ากองทุนนั้น จะต้องเอาโครงการหรือทรัพย์สินที่มีคนเช่าเต็ม หรือค่อนข้างเต็มและได้ค่าเช่าค่อนข้างจะดีอยู่แล้วมาขาย ซึ่งจะทำให้ขายได้ในราคาที่ดี แต่ใครจะไปรู้ว่าอนาคตนั้นจะดีต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเช่าหมดลง เหนือสิ่งอื่นใดนี่ก็อาจจะคล้ายๆ กับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดใหม่ๆ ที่เจ้าของ “แต่งตัว” หรือทำให้กำไรของบริษัทดูดีผิดปกติ เพื่อจะได้นำมาขายให้คนอื่นในราคาที่สูงเกินพื้นฐานเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูให้แน่ใจว่าอนาคตของทรัพย์สินจะหาคนเช่าได้แน่นอนในราคาที่ไม่ลดลง
blank7. ความเสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินว่าจะมีโอกาสที่ทรัพย์สินจะถูกรอนสิทธิหรือไม่ รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจจากโครงการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และถ้ามีจะกระทบกับทรัพย์สินของกองทุนอย่างรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่พอจะนึกออก แต่แท้จริงๆ แล้วยังอาจจะมีอะไรต่างๆ ที่ยังนึกไม่ถึง อย่าลืมว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องที่ยังค่อนข้างใหม่ ความเสี่ยงจึงมากกว่าหลักทรัพย์อย่างอื่น อันที่จริงเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีกองทุนหนึ่งที่เกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว และคิดว่ามันคงไม่ใช่ปัญหาสุดท้าย ข้อสรุปก็คือ ถ้าจะซื้อควรซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ลงทุนเข้าใจธุรกิจของโครงการนั้นจริงๆ  และถ้าจะให้ดีเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอง ไม่ใช่เป็นสัญญาเช่าระยะยาว ซึ่งก็จะช่วยทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลงได้
__________________________________
* โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

7 ช่องทางออมเงินให้ประหยัดภาษี






ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีการออมในหลากหลายรูปแบบให้นักลงทุนได้เลือกเข้าไปลงทุนตามความเหมาะสมและการออมเงินที่จะช่วยประหยัดภาษีก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบหนึ่งที่น่าจะเข้าไปลงทุนได้เช่นกันการเสียภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปแยกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้มีเงินได้ประจำ และผู้มีเงินได้ไม่ประจำ กรณีบุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้ประจำประเภทเงินเดือนรวมถึงโบนัสต้องนำมารวมคำนวณภาษีโดยรวมกับเงินเดือนที่ได้รับ โดยนำเงินที่ได้รับทั้งปีมาคำนวณภาษี
blankทั้งนี้ รายได้ประจำมีสิทธิทางภาษีที่สามารถนำมาคำนวณภาษีหักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท จากนั้นยังมีสิทธิทางภาษีให้หักค่าลดหย่อนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าลดหย่อนของผู้มีเงินได้ ค่าลดหย่อนคู่สมรส ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนอุปการะบิดามารดา ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวม RMF และ LTF ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เป็นต้น จากนั้นนำเงินได้ที่เหลือมาหักออกจากเงินบริจาค เหลือเงินได้สุทธิเท่าใดให้นำมาคำนวณภาษีหากเงินได้สุทธิที่หักค่าลดหย่อนพื้นฐานแล้วมีจำนวนไม่เกิน 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี จะเห็นได้ว่า ผู้มีเงินได้ประจำสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้ และหากต้องการลดภาระภาษีก็ควรบริหารจัดการแผนการออมและการลงทุนเพื่อให้ได้ค่าลดหย่อนมาหักออกจากเงินได้ให้เหลือน้อยที่สุด ผู้ออมจึงได้ประโยชน์ 2 ทาง คือ ได้ออมเพื่อให้มีเงินใช้อย่างสบายหลังเกษียณ และได้ลดภาระทางภาษี ดังนั้น มาดูว่ามีทางเลือกอะไรที่ช่วยลดภาษีได้
รายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้น
blank
1. เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นระบบการออมเพิ่มที่ดีมากสำหรับภาคเอกชน หากบริษัทของท่านมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรออมให้เต็มกำลัง เพราะเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อรวมกับเงินซื้อหน่วยลงทุน RMF (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป) จำนวนรวมไม่เกิน 500,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
blank2. เงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นระบบการออมภาคบังคับสำหรับข้าราชการ ท่านที่เป็นข้าราชการจะต้องสมทบร้อยละ 3 ของเงินเดือนทุกเดือน ในปัจจุบัน กบข. ได้เปิดโครงการออมเพิ่มเพื่อให้สมาชิกสามารถสะสมเงินเข้ากองทุนได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 ของเงินเดือน ท่านที่เป็นข้าราชการจึงควรสมทบเงินเข้ากองทุน กบข. ให้เต็มกำลัง ทั้งนี้ เงินสะสมเข้ากองทุน กบข. เมื่อรวมกับเงินซื้อหน่วยลงทุน RMF จำนวนรวมไม่เกิน 500,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังหักค่าใช้จ่าย
blank
3. เงินสมทบกองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคมเป็นระบบการออมภาคบังคับสำหรับภาคเอกชน เงินสมทบที่ท่านถูกหักร้อยละ 5 จากเงินเดือนทุกเดือน สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีเพดานการจัดเก็บเงินสมทบจากฐานค่าจ้างสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ท่านจึงสมทบร้อยละ 5 ของเพดานค่าจ้าง 15,000 บาท เป็นจำนวนรวม 750 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 9,000 บาทต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ เงินที่ท่านสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือนนั้น นอกจากจะได้รับสิทธิประโยชน์การคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และว่างงาน ท่านยังได้ออมเพื่อให้มีเงินใช้หลังเกษียณ (สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ) และยังช่วยลดภาระภาษีได้อีกด้วย
blank4. เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจ มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป ตั้งแต่กองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ไปจนถึงกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงสูง เน้นลงทุนในหุ้น กองทุน RMF เหมาะสมมากสำหรับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการรองรับ เช่น ไม่ได้สมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะเป็นการสร้างระบบการออมระยะยาวให้กับตนเอง แต่ผู้ที่มีสวัสดิการรองรับแล้วก็สามารถออมเพิ่มเติมกับ RMF ได้ เงินซื้อหน่วยลงทุน RMF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่ลงทุนจริงสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี โดยเมื่อนับรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาการลงทุนใน RMF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น มีเงื่อนไขดังนี้ จะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยซื้อหน่วยลงทุนของ RMF ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง และ ลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า) และไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน โดยลงทุนและถือหน่วยลงทุนจนผู้ลงทุนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และมีการลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก
blank5. เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจเช่นเดียวกับกองทุน RMF ต่างกับ RMF ตรงที่กองทุน LTF เน้นลงทุนในหุ้น แต่ RMF มีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป ทั้งนี้ เงินซื้อหน่วยลงทุน LTF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่ลงทุนจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การลงทุนใน LTF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับตามปีปฏิทิน) ทั้งนี้ การให้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการซื้อ LTF เกิดจากการที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้ลงทุนในหุ้นมากขึ้น จึงมีระยะเวลาในการสนับสนุนที่แน่นอนคือ ให้สิทธินำ LTF มาลดหย่อนได้จนถึงปี พ.ศ. 2559 และไม่บังคับว่าต้องถือต่อเนื่องจนอายุ 55 ปี แต่จะให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อเป็นรายปี
blank6. เบี้ยประกันชีวิต การซื้อประกันชีวิตจัดเป็นส่วนผสมระหว่างการออมภาคสมัครใจและการคุ้มครองกรณีเสียชีวิต โดยผู้ซื้อประกันออมเงินด้วยการชำระเบี้ยประกัน และจะได้รับเงินคืนตามสัญญาหากเสียชีวิตหรือเมื่อสัญญาครบกำหนด เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
blank7. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จากการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย การกู้ซื้อบ้านจัดเป็นการออมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของเราทุกคน เนื่องจากบ้านถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ได้ คือ เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับตนเองและครอบครัว การมีบ้านเป็นของตนเองถือเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า หากเราสามารถกู้ซื้อบ้านในช่วงวัยเริ่มทำงาน คือ อยู่ในช่วงอายุ 25 – 35 ปี และผ่อนชำระหมดภายในเวลา 15-20 ปี เราจะสามารถมีบ้านเป็นทรัพย์สินของตนเองและครอบครัวก่อนถึงวันที่เกษียณจากการทำงาน ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป
_________________________________
* โดย วิน พรหมแพทย์ สำนักบริหารการลงทุน สำนักงานประกันสังคม

การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ






การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นทั้งในรูปของผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยงอย่างไรก็ตามการลงทุนในต่างประเทศย่อมต้องอาศัยข้อมูลและการเตรียมความพร้อมมากขึ้นจากความเสี่ยงที่มากขึ้นทั้งในรูปของอัตราแลกเปลี่ยน สภาพของประเทศและตราสารที่ลงทุน จากลักษณะดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเปิดให้มีการไปลงทุนในต่างประเทศในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากนักลงทุนที่มีความพร้อมที่สุด โดยในปี 2543 ได้ผ่อนคลายให้ นักลงทุนสถาบันในประเทศสามารถซื้อหลักทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์ สำหรับนักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุน FIF (Foreign Investment Fund) ได้ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ต่อมาในปี 2551 ได้ผ่อนคลายให้บุคคลทั่วไปสามารถลงทุนในรูปของกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) หรือลงทุนผ่านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokers) และล่าสุดในปีที่ผ่านมาได้อนุญาตให้นิติบุคคลที่มีขนาดสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไปสามารถลงทุนในต่างประเทศได้โดยตรง นอกจากนี้ได้มีการประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ วงเงิน ประเภทผู้ลงทุนและประเภทหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
blankจากการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การลงทุนในต่างประเทศดังกล่าวพบว่ากองทุน FIF ได้เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ขยายวงเงินให้ ก.ล.ต. เพื่อจัดสรรให้แก่นักลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลซึ่งรวมถึงกองทุน FIF เป็นจำนวนถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยกองทุนที่นิยม และเป็นที่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรเกาหลี หรือที่เรียกกันว่า “กองทุนกิมจิ” นั่นเอง ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านเคยลงทุนหรือปัจจุบันก็ยังคงลงทุนผ่านกองทุนกิมจิอยู่ ซึ่งจากข้อมูล ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 พบว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรที่ส่วนใหญ่ออกโดยภาครัฐของสาธารณรัฐเกาหลีใต้มีขนาดประมาณร้อยละ 80 ของกองทุนรวมทั้งสิ้นที่ส่งเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากได้รับอัตราผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในประเทศ
blankประเทศอื่นๆ นิยมลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเหมือนประเทศไทยหรือไม่?        จากข้อมูลที่เผยแพร่โดย Financial Supervisory Service (FSS) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ณ 30 พฤศจิกายน 2552 พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนยอดคงค้างการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้สูงถึงร้อยละ30 ของยอดคงค้างการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีจากประเทศอื่นๆ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีขนาดใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปเลยทีเดียว
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศค่อนข้างต่ำ ผู้ฝากเงินจึงนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อหาอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า
blankการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงหรือไม่?
        ขึ้นชื่อว่าการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ความเสี่ยงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทตราสาร ประเทศที่ลงทุน และบางครั้งก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนได้ ดังนั้นหลักการสำคัญของการลงทุนคือ เรื่องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพราะหากมีการลงทุนในลักษณะกระจุกตัว (Concentration) มากเกินไป และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น อาจทำให้ขาดสภาพคล่องจากเงินที่ลงทุนทั้งจำนวนได้
blankเพื่อให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นการสร้างโอกาสและทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยในการแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในประเทศ รวมทั้งเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุนให้กับนักลงทุนให้สามารถบริหารและจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีจึงจำเป็นต่อ นักลงทุน ซึ่งในเรื่องนี้ประเด็นที่ควรพิจารณาก็คือการกระจายการลงทุนทั้งในรูปชนิดตราสาร ประเทศที่จะไปลงทุน ช่องทางการลงทุน และระยะเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างเหมาะสม ทำให้นักลงทุนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นความเสี่ยงของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน (Country Risk) การเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินต่างประเทศ (Currency Risk) การกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่ลงทุน เพื่อให้มีความหลากหลายและเหมาะสม รวมทั้งติดตามสถานการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้มุมมองในการกระจายความเสี่ยงสามารถนำมาใช้พิจารณาได้ทั้งการลงทุนในพอร์ตของตนเอง องค์กร หรือภาพรวมระดับประเทศได้อีกด้วย

__________________________________________
* โดย ทวีวรรณ ปิ่นโต ผู้วิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายกำกับการแลกเปลี่ยนเงินและสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เงินๆ ทองๆ จัดการอย่างไร*


เงินๆ ทองๆ จัดการอย่างไร*


          ในช่วงที่ผ่านมานี้ได้มีคำถามหลายๆ คำถาม อาทิเช่น วันนี้ลงทุนอะไรดี ดอกเบี้ยก็ต่ำจะลงทุนในตลาดหุ้นก็ไม่แน่ใจ จะซื้อคอนโดมิเนียมหรือที่ดินดี ก็เลยคิดว่าครั้งนี้มาคุยกันดีกว่าว่าสภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร และจะประเมินกันยังไง แล้วอะไรคือสิ่งที่จะลงทุนได้บ้าง อย่างน้อยก็เพื่อความมั่นใจในการเลือกลงทุน โดยสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนก็คือ ต้องตั้งคำถามว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน หรือพร้อมที่จะรับกับการขาดทุนได้หรือเปล่า ถ้าได้จะสามารถขาดทุนได้มากน้อยเท่าไร เพราะถ้ารับความเสี่ยงหรือขาดทุนได้น้อย การลงทุนก็จะเป็นแบบหนึ่ง หากรับความเสี่ยงหรือขาดทุนได้มากขึ้น การลงทุนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับคำที่เขียนไว้สำหรับลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ หรือในหุ้นต่างๆ คือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงก่อนการลงทุน นอกจากนั้นการลงทุน การออม และการเก็งกำไรก็มีอันดับของความเสี่ยงที่แตกต่างกัน คือ การออมมีความเสี่ยงน้อยที่สุด การลงทุนมีความเสี่ยงมากกว่า และการเก็งกำไรมีความเสี่ยงมากที่สุด
          พอถามถึงความเสี่ยงในการลงทุนแล้ว หากรับความเสี่ยงไม่ได้เลยทางเลือกคงต้องเลือกในการออมเงิน หรือเงินฝากธนาคาร และการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน และผลตอบแทนจะเป็นในรูปแบบดอกเบี้ย ซึ่งจะมีจำนวนไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์นั้นๆ ซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยธนาคาร และพันธบัตรต่างๆ ได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากรับความเสี่ยงได้บ้าง หรือปานกลาง ก็สามารถลงทุนโดยการผสมสัดส่วนของการลงทุนใน  ตราสารหรือทรัพย์ที่มีสภาพหลายๆ สภาพได้ อาทิเช่น ตราสารหนี้เอกชนหรือหุ้นกู้ หุ้นสามัญ ที่ดิน คอนโดมิเนียม ทองคำ และอื่นๆ ทั้งนี้การลงทุนในทรัพย์หลายๆ อย่างนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะของความเสี่ยงหลักๆ อาทิเช่น
          ความเสี่ยงด้านราคา คือ ความเสี่ยงที่ราคาของทรัพย์นี้จะเปลี่ยนแปลงไป คือ ราคาส่วนต่างของราคาเสนอซื้อกับเสนอขายเป็นอย่างไร กว้างหรือแคบ ราคาเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยอะไร และเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะแสดงถึงปริมาณที่จะกำไรหรือขาดทุนได้
          ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง อาทิเช่น หากซื้อทรัพย์เหล่านี้มาแล้ว สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วแค่ไหน หากเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วก็มีสภาพคล่องสูง หากเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้าก็มีสภาพคล่องต่ำ เช่น หุ้นสามัญที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มีสภาพคล่องในการเปลี่ยนเป็นเงินมากกว่าที่ดิน ทองคำแท่งสามารถขายและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วกว่าเพชร ซึ่งแปลว่าทองคำแท่งมีสภาพคล่องสูงกว่าเพชร ซึ่งทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าก็จะมีส่วนต่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายที่แคบกว่าทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ

          โดยทั้งสองความเสี่ยงนี้เป็นสองความเสี่ยงหลักๆ ที่ต้องคำนึงถึง เพื่อนำมากำหนดสัดส่วน และลักษณะการลงทุน หากรับความเสี่ยงได้น้อยก็ต้องลงทุนในทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำทั้งสองด้าน ทั้งด้านของราคา และสภาพคล่อง คือ ต้องมีความเสี่ยงด้านราคาต่ำ และมีสภาพคล่องสูง หากสามารถรับความเสี่ยงสูงก็สามารถลงทุนในทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านราคาสูงขึ้น และมีสภาพคล่องที่ต่ำลง ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของราคานั้น มีการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพคล่องมีการเปลี่ยนแปลงที่น้อย หรือช้ากว่า
           อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาการลงทุนในทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงนั้นมีทางเลือกเพิ่มขึ้น อาทิ การลงทุนในอนุพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร หรือทองคำ รวมถึงการลงทุนในทองคำแท่ง ซึ่งมีคำถามหลายๆ คำถามว่าการลงทุนในอนุพันธ์ เช่น ทองคำ แตกต่างกับการลงทุนในการซื้อทองคำโดยตรงอย่างไร
           การลงทุนทั้งในการซื้อตรง (บางครั้งเรียกว่าการลงทุนใน PHYSICAL) และการลงทุนในอนุพันธ์ (บางครั้งเรียกว่า FUTURE) มีการลงทุนในทรัพย์อ้างอิงเดียวกัน คือ ทองคำ การลงทุนใน PHYSICAL และการลงทุนผ่านอนุพันธ์มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถอธิบายจากตัวอย่างคร่าวๆ ก็คือ หากมีเงินลงทุนอยู่ 2 แสนบาท จะเลือกว่าจะลงทุนในการซื้อทองคำแท่ง หรือจะลงทุนในตลาดอนุพันธ์ดี ซึ่งถ้าลงทุนในทองคำแท่ง สมมติว่าทองคำแท่งบาทละ 20,000 บาท ก็สามารถซื้อทองได้ 10 บาท แต่หากลงทุนในตลาดอนุพันธ์ก็สามารถเปิดบัญชีกับบริษัทที่ให้บริการด้านการซื้อขายอนุพันธ์ได้ โดยต้องวางเงินเป็นหลักประกันเริ่มต้น โดยสมมติว่ามีหลักประกันเริ่มต้น คือ 10% ของเงินที่ต้องการลงทุน คือ หากต้องการลงทุนทองคำ 10 บาท ที่ราคาบาทละ 20,000 บาท เป็นเงินรวม 200,000 บาท ต้องวางเงิน 10% คือ วางเงิน 20,000 บาท เท่านั้น และถ้ามีเงินอยู่ 200,000 บาท สามารถซื้อทองได้เทียบเท่ากับ 100 บาท ถ้าสรุปคร่าวๆ คือ เงิน 200,000 บาท (สมมติว่าทองคำบาทละ 20,000 บาท และการวางหลักประกันที่ร้อยละ 10) สามารถซื้อทองคำแท่ง 10 บาท แต่สามารถซื้อสัญญาอนุพันธ์เทียบเท่าทองคำแท่ง 100 บาท
          ซึ่งน่าสนใจว่าถ้ามีเงิน 200,000 บาท แต่สามารถลงทุนในทองคำแท่งเทียบเท่า 100 บาท แต่ถ้าพิจารณาจริงๆ จะเห็นได้ว่าเมื่อราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป การลงทุนในทองคำที่เป็นการซื้อทองคำจริง และลงทุนในอนุพันธ์จะให้ผลตอบแทนในปริมาณที่ไม่เท่ากัน จากเงินต้นที่เท่ากัน ทั้งนี้การลงทุนในอนุพันธ์ผู้ลงทุนต้องมีความเข้าใจในลักษณะของการลงทุน เนื่องด้วยปริมาณการเทียบการลงทุนที่มากกว่าการลงทุนในทองคำจริง ซึ่งการเลือกลงทุนผ่านการซื้อทองเมื่อเทียบกับการซื้ออนุพันธ์จำเป็นต้องมีการจัดสัดส่วนในการลงทุนเช่นกันกับความเสี่ยงที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น
          โดยสรุปต้องถามตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อยแค่ไหน และนำเอาองค์ประกอบต่างๆ มาประกอบ อาทิเช่น ความเสี่ยง สภาพคล่อง และลักษณะของแต่ละทรัพย์ เพื่อเป็นการจัดสรรการลงทุนให้เป็นองค์ประกอบที่เหมาะสม อัตราผลตอบแทนและโอกาสขาดทุน หรือปริมาณการขาดทุน ก็จะสามารถคาดการณ์ได้จากการจัดสรรการลงทุนของเราได้เอง
___________________
* โดยมายาการเงิน : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

เล่นกับหุ้น IPO*


เล่นกับหุ้น IPO*

           ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนอกจากหุ้นในตลาดจำนวนมากจะมีราคาปรับตัวขึ้นไปอย่างหวือหวาแล้ว และปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ยังมีหุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ที่เรียกว่าหุ้น IPO (Initial Public Offering) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หุ้น IPO เหล่านั้น หลายๆ ตัว ในวันแรกหรือช่วงแรกๆ ที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นมีราคาปรับขึ้นจากราคาขายหุ้นครั้งแรกสูงมากพร้อมๆ กับปริมาณการซื้อขายที่เป็นจำนวนมาก หุ้น IPO นั้น น่าสนใจหรือไม่มาลองพิจารณาดูกัน
           ข้อแรก มองในแง่แรงจูงใจของเจ้าของบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่เจ้าของต้องการนั้น นอกจากการระดมเงินเพื่อขยายธุรกิจ และการที่ต้องการลดความเสี่ยงโดยการขายกิจการบางส่วนออกไป เพื่อเอาเงินไปใช้หรือลงทุนอย่างอื่นแล้ว ก็ยังต้องการเพิ่มความมั่งคั่งด้วย และการที่จะเพิ่มความมั่งคั่งได้ก็คือ ต้องการขายหุ้นให้ได้ราคาสูงสุดที่จะยอมซื้อได้ การที่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องทำให้บริษัทดูน่าสนใจและมีอนาคตสดใสมากที่สุด
วิธีการทำก็คือ ทำให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรดีและจะเติบโตไปได้อีกมาก เพราะนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องการจากการซื้อหุ้น นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเงินสูงเพื่อซื้อผลประกอบการและการเจริญเติบโตของบริษัท
ประเด็นก็คือ การทำให้บริษัทมีกำไรดี เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักโดยเฉพาะถ้าจะทำเพียง 1-2 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น ระบบบัญชีโดยเฉพาะในเมืองไทยนั้นสามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้ ส่วนในเรื่องของการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัท ก็คิดว่าถ้าจะทำให้เกิดขึ้นหรือทำให้น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายในระยะ 1-2 ปี ก็น่าจะทำได้ง่ายไม่แพ้กันโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูม ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าหุ้น IPO จะถูกกำหนดราคาขายที่สูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริงในยามที่จองหุ้น และเมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้ว ราคาก็อาจจะแพงขึ้นไปอีกทวีคูณเนื่องจากผลของการวางแผนให้บริษัทมีกำไรดีและมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น
           ข้อสอง ในกรณีที่ไม่ได้มีการดำเนินการมากมายจนผิดไปจากตัวตนที่แท้จริงของบริษัท สิ่งที่ยังกังวลเกี่ยวกับหุ้น IPO ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทที่ผ่านมา จริงอยู่หลายๆ บริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมายาวนาน แต่ส่วนมากแล้ว ผลประกอบการที่ดีของบริษัทมักจะปรากฏสั้นมากและอย่างมากก็เพียง 2-3 ปีก่อนเข้าตลาดหุ้น ดังนั้นความสม่ำเสมอของผลประกอบการจึงไม่มีและทำให้ไม่แน่ใจว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งจริงหรือไม่
           ข้อสาม หุ้นเข้าใหม่จำนวนมากมักเป็นหุ้นที่ผลิตและ/หรือขายสินค้าที่เป็นหรือมีคุณสมบัติแบบสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่หาความแน่นอนของผลประกอบการยากแต่มักมีช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่วงจรธุรกิจกำลังเป็นขาขึ้น ดังนั้นหุ้นเหล่านี้จึงมักฉวยโอกาสเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในยามที่ตลาดเอื้ออำนวย ซึ่งจะทำให้สามารถขายหุ้นได้ราคาและราคาหุ้นสูงขึ้นไปอีกอย่างน้อยในระยะหนึ่งหลังการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
           ข้อสี่ หุ้น IPO ส่วนใหญ่นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กและจำนวนหุ้นที่เริ่มเข้ามาซื้อขายหมุนเวียนในตลาดในวันแรกก็มีน้อยมาก บางบริษัทอาจจะมีเพียง 200-300 ล้านบาท หรือในกรณีของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาด MAI นั้นอาจจะมีเพียง 100-200 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับพอร์ตหรือเม็ดเงินลงทุนของนักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ในตลาดหุ้นที่ว่ากันว่ามีพอร์ตเป็นพันๆ ล้านบาทนั้น ก็ถือว่าหุ้น IPO นั้นสามารถที่จะถูก ปั่นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นั่นก็คือ ถ้ามีรายใหญ่ดังกล่าวแม้เพียงรายเดียวต้องการ ก็อาจจะสามารถซื้อหุ้นทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดราคาหุ้นได้ว่าจะให้หุ้นมีราคาซื้อขายในวันที่เข้าตลาดที่ราคากี่บาทต่อหุ้น ดังนั้นพื้นฐานของบริษัทจึงแทบจะไม่มีความหมายหรือความสัมพันธ์กับราคาหุ้น
           จากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น สำหรับหุ้น IPO นั้น มักเป็นหุ้นที่จะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะถ้าจะถือเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว ราคาขายหุ้นจอง ถ้าไม่ใช่หุ้นรัฐวิสาหกิจเชื่อว่าน้อยครั้งที่จะถูกกว่าพื้นฐานตามที่ที่ปรึกษาและผู้รับประกันการจำหน่ายหุ้นอ้าง อย่างไรก็ตามหุ้น IPO บางตัวก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น การที่จะดูว่า IPO ตัวไหนอาจจะเป็นข้อยกเว้นนั้น คงต้องดูในแต่ละประเด็น นั่นคือ เป็นหุ้นที่ซื้อแล้วมีโอกาสขาดทุน เพราะเป็นหุ้นที่มีการดำเนินการเพื่อมาขายโดยเฉพาะ ซึ่งก็ควรจะหลีกเลี่ยง ที่ยิ่งต้องระวังมากกว่านั้นก็คือ อย่าเข้าไปเล่นหลังจากที่ราคาหุ้นสูงขึ้นไปมากจากราคา IPO หลังจากที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดแล้ว
           ทั้งหมดที่พูดนั้นก็คือเป็นกรณีโดยทั่วไป แต่ในยามที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงแล้วคิดว่ากำลังเล่นหุ้น IPO อยู่ และเชื่อว่าตลาดยังไปได้อีก การจองซื้อหุ้น IPO ก็อาจจะมีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่คงไม่เข้าไปซื้อในวันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายแน่นอนและคงไม่ซื้อในราคาสูงกว่าราคาจอง ตรงกันข้ามก็มีโอกาสที่จะขายค่อนข้างเร็ว บางทีอาจจะเป็นวันแรกที่หุ้นเข้าตลาด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรสิ่งที่คำนึงถึงเสมอก็คือการซื้อหุ้น IPO เป็นเรื่องของการ เก็งกำไรอย่างแน่นอน

_______________________* โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หุ้นตัวเล็ก VS หุ้นตัวใหญ่*


หุ้นตัวเล็ก VS หุ้นตัวใหญ่*

          Value Investor (VI) จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ มีความเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้ หลักฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ชัดเจนว่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ ทำให้หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้นรายวัน แต่นักลงทุนประเภท VI ก็ชอบด้วย ดังนั้นจึงต้องมาพิจารณาดูกันว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กจะสร้างผลตอบแทนได้สูงเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และความเสี่ยงจะอยู่ที่ไหน
          ประเด็นแรก มองกันที่พื้นฐาน หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะมีโอกาสเติบโตสูงในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะเติบโตเต็มที่หรือเติบโตไปมากแล้ว การที่หุ้นตัวใหญ่จะมียอดขายและกำไรเติบโตขึ้นอีกเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปี นั้นน่าจะทำได้ยากมาก ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้น บางบริษัทสามารถเติบโตเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวได้ภายในระยะเวลาเดียวกัน แนวความคิดก็คือ หุ้นตัวใหญ่นั้นมักจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงและมักอยู่ในตลาดที่อิ่มตัวหรือใกล้จะอิ่มตัวแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะโตต่อไปก็จะน้อยลง ในขณะที่หุ้นตัวเล็กนั้นมักจะอยู่ในธุรกิจที่ตลาดกำลังโตหรือไม่ก็ยังเป็นกิจการที่เล็กและมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ดังนั้ จึงสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้
           ข้อโต้แย้ง ในเรื่องของตลาดที่อิ่มตัวนั้น บ่อยครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องจริง แน่นอนว่าการเติบโตระดับที่เกินปีละ 15-20% ในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่การโตปีละ 7-10% ก็น่าจะยังทำได้อยู่ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นในประเทศไทยก็คือ บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่ม ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และถ้าหากว่าทำสำเร็จ ข้อจำกัดเรื่องตลาดอิ่มตัวก็จะหมดไป ดังนั้นบริษัทขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสโตต่อไปได้เรื่อยๆ ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งก็จะทำให้ราคาหุ้นยังสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นตัวเล็กที่เติบโตสูงนั้นสามารถเติบโตได้มากกว่าหุ้นตัวใหญ่ แต่ความเสี่ยงของหุ้นตัวเล็กก็สูงกว่ามาก ถ้ามองจากสถิติโดยรวมก็อาจจะพบว่าหุ้นตัวเล็กจำนวนมากนั้นไม่ได้โตไปไหนเลย เคยเล็กอย่างไรก็เล็กอย่างนั้น หุ้นตัวเล็กหลายตัวที่โตขึ้นนั้น บางทีก็โตแบบไม่มีคุณภาพ นั่นคือ โตโดยที่กำไรไม่เพิ่มหรือโตโดยที่ต้องลงทุนไปมากจนแทบไม่คุ้มที่จะโต อาจจะมีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่โตจริงและโตมากซึ่งทำให้เกิดภาพว่าหุ้นตัวเล็กโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ความเสี่ยงในแง่ของธุรกิจนั้น หุ้นตัวเล็กก็น่าจะสูงกว่าหุ้นตัวใหญ่ ดังนั้นสำหรับ VI แล้วการเล่นหุ้นตัวเล็กก็อาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหนือกว่า ซึ่งการลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ที่ยังเติบโตดีในระดับ 15% ต่อปีนั้นน่าจะดีกว่าการเล่นหุ้นตัวเล็กที่มีโอกาสโต 30% แต่ความเสี่ยงสูงมากกว่า
          ประเด็นที่สอง หุ้นตัวเล็กนั้นจะไม่มีนักวิเคราะห์หุ้นคอยติดตามหรือวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริง ดังนั้น หุ้นตัวเล็กส่วนใหญ่จึงถูกมองข้าม และทำให้หุ้นหลายตัวอาจจะมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก จึงเป็นโอกาสที่ VI จะสามารถเข้าไปซื้อและทำกำไรได้เป็นจำนวนมากหลังจากที่คนจำนวนมากเริ่มที่จะตระหนักถึงมูลค่าและเข้ามาซื้อหุ้น จึงทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก
          ข้อโต้แย้ง ในภาวะที่ตลาดหุ้นบูม มีการเก็งกำไรสูงอย่างในปัจจุบันนั้น หุ้นตัวเล็กกลับกลายเป็นหุ้นยอดนิยม ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อาจจะไม่ได้ทำรายงานการวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่วิเคราะห์เลย แต่นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นประเภท VI ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากและมีความสามารถสูงไม่แพ้นักวิเคราะห์ก็หันมาสนใจหุ้นเล็กๆ เหล่านี้ ดังนั้นที่บอกว่าหุ้นตัวเล็กเป็นหุ้นที่ถูกมองข้ามนั้น ในอดีตอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ในปัจจุบันมีน้อยลงไปมาก จึงทำให้หุ้นตัวเล็กไม่ได้มีมูลค่าที่ต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ได้ทางตรงกันข้ามมี จำนวนไม่น้อยที่น่าจะมีมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าพื้นฐานด้วยซ้ำไป
          ประเด็นสุดท้าย การลงทุนในหุ้นตัวเล็กนั้น มีโอกาสที่จะถูกทำกำไรได้หลายๆ เท่าหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น บางทีไม่ถึงปี ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่นั้นไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็มักจะไม่สามารถทำกำไรแบบนั้นได้ ถ้าจะโตระดับนั้นได้ก็มักจะต้องอาศัยเวลาหลายๆ ปี ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง
          ประเด็นนี้คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่นี่อาจจะเป็นเรื่องของการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงและเป็นเรื่องจะต้องเลือกว่าจะมีการลงทุนแบบไหน นั่นก็คือจะเติบโตอย่างปลอดภัยหรือจะโตอย่างรวดเร็ว แต่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว เมื่อหุ้นที่อาจจะโตขนาดสูงกลายเป็นลดลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จสูงมากในระยะยาวไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนดีผิดปกติในปีใดปีหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความคงที่ของผลตอบแทนที่อย่างต่อเนื่อง
          โดยสรุปจะเห็นได้ว่าในการลงทุนในหุ้นตัวเล็กหลายๆ เรื่องนั้นในปัจจุบันมีน้ำหนักน้อยลงไป ไม่ใช่แค่เพราะว่าหุ้นตัวเล็กหาซื้อหุ้นได้ยากและไม่มีสภาพคล่อง แต่เป็นเพราะว่าหุ้นตัวเล็กนั้นโดยส่วนใหญ่ไม่มีความเข้มแข็งหรือความโดดเด่นพอในแง่ของธุรกิจ ซึ่งทำให้การลงทุนระยะยาวไม่สามารถทำได้ง่ายและเช่นเดียวกัน ความเสี่ยงที่มักจะมีค่าที่สูงกว่าที่จะรับได้ในการลงทุนหุ้นตัวใหญ่
_______________________
* โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ชอบเสี่ยงแค่ไหนก็ไม่ควรละเลย “การกระจายการลงทุน”*

ชอบเสี่ยงแค่ไหนก็ไม่ควรละเลย “การกระจายการลงทุน”*


          การบริหารจัดการเงินลงทุนนั้นสำคัญสุดก็คือเมื่อมีรายได้ต้องบริหารไม่ให้รายจ่ายมากกว่ารายได้ ท้ายสุดรายได้ส่วนที่เหลือควรจะบริหารอย่างไรให้เกิดมูลค่าสูงสุด อย่างพนักงานเงินเดือนเวลาเงินเดือนออกไม่ควรจะบอกว่าจะต้องไปใช้เงินก่อน ควรที่จะเลือก “เก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้ก่อนแล้วค่อยเก็บ” ซึ่งโดยปกติแล้วจะแบ่งรายได้เป็นเงิน 3 ส่วนหลัก
          1. “เงินสำรองฉุกเฉิน” ปริมาณหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีต่างๆ เช่นไปหาหมอ หรือซ่อมรถ
          2. “รายจ่ายประจำ” ค่าใช้จ่ายในบ้าน
          3. “เงินออมระยะยาว” ซึ่งเป็นส่วนของเงินลงทุนเป็นหลัก โดยเงิน 2 ส่วนแรกจะมีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ อีก 50%
              ที่เหลือจะนำไปลงทุนทั้งหมด และเงินลงทุนส่วนใหญ่ 80 -90% จะลงทุนในตราสารทุน ที่เหลือเป็นประกันซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคง
              พื้นฐานของชีวิต เพราะปกติสามารถ “รับความเสี่ยงได้ (Risk Taker)” จะไม่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อ
              และคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน 1.5 - 2.0 เท่า ของเงินเฟ้อนั่น คือ เป้าหมาย
          อย่างไรก็ตามแม้จะชอบการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะยังยึดหลักในเรื่องของการกระจายการลงทุน รวมถึงการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนด้วยเช่นกัน เพราะการจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีวินัยการลงทุนอย่างแรก ดังนั้นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกลงทุนระยะยาว แล้วเก็บอีกก้อนไว้เพื่อรอในเรื่องของการจับจังหวะการลงทุน เพราะท้ายที่สุดเงินที่ลงทุนในระยะยาวไปเลยแล้วไม่ได้มาดูจังหวะตลาดเพื่อลงทุน ท้ายที่สุดอาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนไปได้เช่นกัน ก็จัดไว้ 2 ก้อน อย่างน้อยเวลาตลาดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นก็จะได้ทั้ง 2 ส่วน ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนไป
          การกระจายการลงทุนเป็นเรื่องที่ดี แม้จะลงทุนในหุ้นประมาณ 80 - 90% แต่จะมีเงินส่วนหนึ่งที่กระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ไม่เสี่ยง เช่น “สลากออมสิน” เป็นสัดส่วนไม่มากประมาณ 10% เป็นเงินที่ต้องสำรองฉุกเฉินเอาไว้ในแต่ละรอบของรายได้ และในสัดส่วนการลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในหุ้นนั้นก็เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งหมด โดยจะเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่มีสไตล์การบริหารที่แตกต่างกันออกไป บางบริษัทหลักทรัพย์จะมีสไตล์การบริหารที่เป็นเชิงรับ บางบริษัทหลักทรัพย์ถนัดในเรื่องหุ้นใหญ่ บางบริษัทหลักทรัพย์ถนัดในการเลือกหุ้นลงทุน หรือบางบริษัทหลักทรัพย์จะถนัดในเรื่องกองทุนต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกองทุนที่เลือกจะต้องดูรูปแบบการลงทุนของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ว่ามีความถนัดแบบไหนแล้วก็กระจายออกไปหลายๆ บริษัทหลักทรัพย์หลายๆ รูปแบบการลงทุน
          สิ่งที่สำคัญที่สุดคือในส่วนของกองทุนต่างประเทศจะเลือกบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นต่างชาติหรือมีเครือที่เป็นพันธมิตรที่เป็นต่างชาติที่มีเครือข่ายเป็นจำนวนมาก เพราะข้อมูลการลงทุนในแต่ละประเทศค่อนข้างสำคัญ ยิ่งมีเครือข่ายครอบคลุมมาก ก็จะทำให้ได้ประโยชน์ในการลงทุนสูงที่สุดด้วยเช่นกัน แต่จะดูในเรื่องรูปแบบของ บริษัทหลักทรัพย์เกี่ยวกับผลตอบแทนในอดีตดูน้อยมาก เพราะสิ่งที่เห็นในวันนี้อาจจะเป็นที่ 1 แต่อีกปีอาจจะรั้งท้ายก็ได้ ส่วนใหญ่ก็จะดูหลักการในการบริหาร ดูวัตถุประสงค์ในการลงทุน แล้วก็ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็มาดูที่รูปแบบการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์มากกว่า
          โดยสรุปเป้าหมายการลงทุนหลักจะอยู่ที่ “ความมั่งคั่งในระยะยาว” คือ การเกษียณอย่างมีคุณค่าเพราะปัจจุบันอายุคนยืนยาวขึ้น หลังเกษียณแล้วต้องอยู่ไปถึงอายุ 75-80 ปี ช่วงเวลาหลังเกษียณ15-20 ปี คุณมีการเก็บเงินไว้พร้อมหรือยัง เพราะฉะนั้นอยากฝากถึงทุกคนว่าควรจะคำนึงถึงในเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน


__________________________
* โดย นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย บลจ.แมนูไลฟ์(ประเทศไทย) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 18 มกราคม 2555